คลังบทความของบล็อก

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โลกร้อน อันตราย 'ไวรัสอุบัติใหม่'

ผลลบที่เกิดจากภาวะ “โลกร้อน” โดยเฉพาะที่มาในรูปแบบ “โรคร้าย” นับวันจะยิ่งเป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก รวมถึงคนไทยเราด้วย ซึ่งนอกจากจะต้องช่วยกันหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยกันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมแล้ว การรู้เท่าทัน-ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น-รุนแรงขึ้นเพราะภาวะโลกร้อน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ

“โรคร้าย” ที่เกี่ยวกับ “โลกร้อน” น่ากลัว !!

และ “พาหะนำโรค” ก็อยู่ใกล้ ๆ ตัวคนไทย...

ทั้งนี้ ในการบรรยายหัวข้อ “จากโรคร้อนสู่โรคร้าย ภัยรุมล้อมประเทศไทย” ที่จัดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นัก วิชาการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรค ติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า... ในปี ค.ศ. 2009 นี้โลกเผชิญกับการระบาดของ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งในปีหน้า ปี ค.ศ. 2010 อาจจะมีการระบาดใหญ่ระลอกสองที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ เมื่อดูจากประวัติศาสตร์ที่เคยมีการระบาดระลอกสองของ ไข้หวัดเอเชีย ไข้หวัดสเปน ไข้หวัดฮ่องกง ซึ่งรุนแรงยิ่งขึ้น

หากมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 อีกระลอก คนที่เคยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้ว ก็อาจจะมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก ดังที่มีการรายงานในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2552 ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นแพทย์ติดเชื้อครั้งแรกในเดือน ส.ค. พอเดือน ต.ค. ก็ติดเชื้ออีกเป็นครั้งที่สอง และแม้แต่คนที่เคยรับวัคซีนไข้หวัด 2009 แล้ว ก็ไม่ได้เป็นการประกันว่าจะไม่มีสิทธิที่จะติดเชื้อ ดังนั้นทุกคนจึงไม่ควรนิ่งนอนใจว่าเคยเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก

ศ.นพ.ธีระวัฒน์บอกอีกว่า... การแพร่กระจายของไข้หวัด 2009 เป็นการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน คือ จาก หมู แล้วแพร่ต่อจากคนสู่คน และอาจจะแพร่กระจายจากคนสู่สัตว์ อาทิ หมู หมา แมว เป็นต้น ซึ่งในหมูนั้นน่ากลัว เพราะถ้ามีการแพร่จากหมูมาสู่คนอีกรอบ ด้วยเหตุที่หมูเป็นสัตว์ที่รับไวรัสหลายประเภท อาจจะมีการผสมกับเชื้อโรคชนิดอื่นที่มีอยู่ก่อนหน้า เมื่อกลับมาแพร่สู่คนอีกก็จะน่ากลัวมากขึ้น ยาทามิฟลูต้านไวรัสจะเอาไม่อยู่ เพราะเชื้อดื้อยา

“ช่วงที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม น้ำขัง อากาศแปรปรวน เกิดมากขึ้นเป็นทวีคูณ และมีการขยายการอพยพของสัตว์เข้าหาที่ปลอดภัยกว่า รวมถึงสัตว์ฟันแทะ อาทิ หนู และค้างคาว สัตว์เหล่านี้เป็นพาหะที่ดีของไวรัสต่าง ๆ โดยแพร่เชื้อกันเอง หรือแพร่สู่สัตว์อื่นหรือคน หรือแพร่ผ่านยุง ไร ริ้น เห็บ”

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ปี ค.ศ. 2010 จึงเป็นปีที่ต้องจับตามอง “ไวรัสอุบัติใหม่” ที่ก่อให้เกิด “โรคสมองอักเสบ” ซึ่งที่ผ่านมาโรคระบาดในวงกว้างจากไวรัส ก็อาทิ โรคสมองอักเสบ จาก ไวรัสชานดิ ปุระ ที่นำโรคโดย ริ้นฝอยทราย มีตัวซ่องสุมโรคใน วัว ควาย ซึ่งระบาดในอินเดียหลายระลอก ปี ค.ศ. 2003 มีคนตาย 183 ราย จากผู้ป่วย 329 ราย และช่วงปี ค.ศ. 2005-2006 มีคนตาย 49 ราย จากผู้ป่วย 90 ราย หลังจากนั้นก็ระบาดประปรายอยู่เรื่อย ๆ

ทั้งนี้ โรคสมองอักเสบจากไวรัสชานดิปุระ เคยมีการปะทะกับโรคสมองอักเสบจากค้างคาว และระบาดต่อเนื่องจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย บังกลาเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 จนปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคสมองอักเสบทั้งที่มีอาการปอดบวมร่วมและไม่มี จำนวน 475 ราย เสียชีวิต 247 ราย โดยการแพร่ระบาดเกิดได้ จากค้างคาวสู่หมู และหมู สู่คน หรือจากค้างคาวสู่คน และแพร่จากคนสู่คนโดยการไอจามรดกัน ติดทางฝอยน้ำลาย เสมหะ หรือแม้แต่การหายใจ

“นอกจากนี้ ยังต้องระวังโรคไข้เลือดออกแบบที่มีแต่อาการสมองอักเสบ โดยไม่มีอาการของไข้เลือดออก ซึ่งพบผู้ป่วยลักษณะเช่นนี้แล้วในปีนี้” ...ศ.นพ.ธีระวัฒน์ระบุในการบรรยายจากโรคร้อนสู่ โรคร้าย

ขณะที่ ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี นักวิจัยศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกอีกคน ก็บอกว่า... จากภาวะโลกร้อน การแพร่กระจายของ ไวรัสนิปาห์ ในค้างคาว ก็มีความเสี่ยงมากขึ้น ปีหน้าต้องระวังมากขึ้น เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงกับไวรัสนิปาห์ในค้างคาวมีความสัมพันธ์กัน และมีการติดต่อของไวรัสจากค้างคาวสู่หมู จากหมูสู่คน ซึ่งอาการสมองอักเสบในหมูทำให้หมูตาย และ “ทำให้คนตายได้” โดยในประเทศไทยแม้จะยังไม่เคยมีรายงานผู้เสียชีวิต และการระวังป้องกันของภาครัฐค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน

ด้าน ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า... โลกได้เข้าสู่ “ปรากฏการณ์เอล นินโญ่” เรียบร้อยแล้ว จาก “ภาวะโลกร้อน” อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น เกิดภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำและอาหาร รวมทั้งมีการปนเปื้อนและเป็นที่มาของโรคทางเดินอาหารเพิ่มมากขึ้น โดยในทะเล สาหร่าย ชนิดที่สร้างสารพิษจะเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อปลากินสาหร่ายนี้ก็จะสะสมสารพิษและถ่ายทอดในห่วงโซ่อาหารมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งเมื่อมนุษย์บริโภคปลาที่สะสมสารพิษ ก็จะทำให้ป่วย ตั้งแต่ระดับไม่มาก จนถึงขั้นโคม่า

“โลกร้อนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง จึงควรต้องระมัดระวังกันให้มากกับการบริโภคอาหารทะเลในยามที่โลกเข้าสู่ภาวะโลกร้อนด้วย” ...นักวิชาการคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ

“โรคร้าย” ขยายตัวคุกคามมนุษย์เพราะ “โลกร้อน”

จากนี้ไปโรคร้าย ๆ จาก “ไวรัสอุบัติใหม่” ยิ่งน่ากลัว

อย่าประมาท-หยุดทำร้ายโลก...ก่อนจะสายเกินแก้ !!.


อ้างอิงจากเว็บ sanook

โลกร้อน ไวรัสอุบัติใหม่ ;)

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

" ทรัพยากรบนโลกมีเพียงพอสำหรับทุกคน แต่ไม่พอสำหรับคนโลภแม้เพียงคนเดียว "


         จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาก สำหรับสนองความต้องการมนุษย์  ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอาจยังส่งผลให้เกิดสภาวะขาดแคลน เช่น ในด้านของทรัพยากรดินซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับผลิตอาหารและการเพาะปลูกพืช อื่นๆ แม้ว่าโลกจะมีพื้นที่มากมาย แต่ก็อาจไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก เพราะว่ามนุษย์ยังคงกระทำหลายอย่างที่เป็นการทำลายทรัพยากรดิน  เช่น  การใช้สารเคมีต่าง  กาขุดหน้าดินไปขาย  และมนุษย์บางพวกยังมีการทำไร่เลื่อนลอย  ไม่ใช้เพียงแค่ทำลายทรัพยากรดินเท่านั้นแต่ยังทำลายทรัพยากรป่าไม้อีกด้วย   ปัจจัยหลายอย่างในการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ การเพิ่มขึ้นของประชากรไม่ เพียงแต่จะ ก่อปัญหากับเพื่อนมนุษย์กันเองเพราะต้องแย่งทรัพยากรกันเท่านั้น  หากยังรุกรานสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วย  และมนุษย์ยังเข้าไปเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตอื่นให้ผิดเพี้ยนไปจาก เดิม

        การดำรงชีวิตของมนุษย์ทำให้  เกิดค่านิยมใหม่ๆที่กลายมาเป็นตัวกำหนดวิธีคิด และพฤติกรรมของมนุษย์  ซึ่งเป็นสาเหตุของความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์  ซึ่งมนุษย์มีความเชื่อใหม่ๆว่า  การได้บริโภควัตถุ เป็นความสุขที่พึงปรารถนาที่สุดและเป็นเป้าหมายของชีวิตมนุษย์   ค่านิยมนี้จึงทำให้มนุษย์ขึ้นต่อหรือตกเป็นทาสวัตถุ ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อสิ่งเหล่านี้  ซึ่งยากที่จะมีจุดสิ้นสุดหรือพอเพียง เพราะความต้องการของมนุษย์ ( ความโลภ ) นั้นไม่มีที่สิ้นสุดและตราบเท่าที่มนุษย์ยังเชื่อและพึ่งพิงความสุขจากวัตถุ ภายนอก   ทุกวันนี้ มีคนจำนวนมากอยู่ในฐานะยากจน บางคนร่ำรวยมาก บางคนก็พอมีพอกิน คนยากจนก็ดิ้นรน หาเช้ากินค่ำ เพื่อให้พอมีพอกินไม่อดตาย คนที่พออยู่ได้แล้วก็พยายามดิ้นรนหาทางเพื่อให้มีฐานะอยู่ดีกินดี คนที่มีฐานะดีก็ดิ้นรนเพื่อ ให้มั่งมีศรีสุข ความอยากได้ของมนุษย์เมื่อมีมาก ๆ ก็ทำให้เกิดโทษ เพราะการได้มาซึ่งฐานะ (เงินทอง)  อาจหมายถึง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
      การใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันที่มีความสุขสบาย จากการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ในการอำนวยความสะดวกมากมาย ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรมากมายเพื่อตอบสนองอำนวยความสะดวกของตัวเอง โดยไม่มีใครคิดว่า เบื้องหลังของความสะดวกสบายของเรานั้น ได้เกิดปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมายมาก ทั้งในส่วนของการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก การตัดไม้ทำลายป่า เกิดผลกระทบความแห้งแล้ง ปัญหามลพิษทาง อากาศ น้ำ และดิน ทำให้พืชและสัตว์ในธรรมชาติล้มตาย ไปเป็นจำนวนมาก ควรที่เราจะต้องกลับมาทบทวนหรือยังถึงการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย
         ธนาคารที่มีแต่คนที่มาทำการถอนเงินออกไป โดยไม่มีใครทำการฝากเงินกลับเข้าไปในธนาคารเลย ซึ่งหากธนาคารใดเกิดปัญหาในลักษณะนี้มักจะเกิดปัญหาการล้มละลายได้  และโลก ของเราเปรียบเสมือนธนาคารที่มีทรัพยากรมากมายแต่ก็ประสบปัญหาที่มนุษย์ต่าง มุ่งที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง  โดยไม่มีใครคิดทำสิ่งใดเพื่อช่วยโลกในการสะสมทรัพยากรกลับคืนสู่โลกเลย ดังนั้นในอนาคตเป็นไปได้ว่าโลกเราอาจคล้ายธนาคารที่จะต้องล้มละลาย หรือ ประสบปัญหาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติให้มนุษย์นำมาใช้ได้อีก ต่อไป

credit : http://www.learners.in.th/blog/aidear/321731

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมสิ่งแวดล้อม : รักษาความสะอาดให้เบญจมฯ!!


เนื่องจากวันที่ 3-5 สิงหาคม พ.ศ. 2554  โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ได้จัดกิจกรรมกีฬาภายใน (กีฬาสี)ครั้งที่ 50 ขึ้น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาในแต่ละวันคือ ขยะในโรงเรียนเยอะมาก!! ทางทีมงาน GLOBAL GREEN (^^) จึงได้ร่วมมือกันเก็บขยะภายในโรงเรียนในวันที่ 5 สิงหาคม เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดของโรงเรียน และ ให้คนอื่นๆตระหนักเห็นถึงการรักษาความสะอาดภายในโรงเรียน :))


ขอความร่วมมือรักษาคความสะอาด :)
น้องค้ะ...อย่าลืมนำไปทิ้งที่ถังขยะนะค้ะ
ใต้ต้นไม้ยังมีขยะเลย = =
เยอะแยะ = ="

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มหันตภัย 'ไฟป่า'

ไฟป่า คือไฟที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอันใดก็ตามแล้วลุกลามไปได้โดยอิสระปราศจากการควบคุม ทั้งนี้ไม่ว่าไฟนั้นจะลุกลามเข้าป่าธรรมชาติหรือสวนป่า

องค์ประกอบของไฟ(สามเหลี่ยมไฟ)
ไฟเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากขบวนการทางเคมี เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 ประการมารวมตัวกันในสัดส่วนที่เหมาะสมและเกิดการสันดาปให้เกิดไฟขึ้น คือ
1. เชื้อเพลิงได้แก่ อินทรีย์สารทุกชนิดที่ติดไฟได้ เช่น ต้นไม้ ไม้พุ่ม กิ่งไม้ ก้านไม้ ตอไม้ กอไผ่ รวมไปถึงดินอินทรีย์ และชั้นถ่านหินที่อยู่ใต้ผิวดิน
2. ความร้อน ซึ่งจะมาจาก 2 แหล่ง คือแหล่งความร้อนตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า การเสียดสีของกิ่งไม้และแหล่งความร้อนจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การจุดไฟในป่าด้วยสาเหตุต่างๆ
3. ออกซิเจน เป็นก๊าซที่มีโดยทั่วไปในป่า ซึ่งจะมีการแปรผันตามทิศทางของลม
ชนิดของไฟป่า
ไฟป่า แบ่งเป็น 3 ชนิดซึ่งตามลักษณะของเชื้อเพลิงที่ถูกเผาไหม้ ได้แก่
1. ไฟใต้ดิน เป็นไฟที่ไหม้อินทรีย์ วัตถุที่สะสมอยู่ในดิน โดยลุกลามไปช้าๆใต้ผิวดินซึ่งยากที่จะสังเกตเห็นได้ เนื่องจากเปลวไฟหรือแสงสว่างไม่โผล่พ้นขึ้นมาบนดินเลย ทั้งควันก็มีน้อยยากต่อการดำเนินการดับไฟ ในประเทศไทยพบไฟใต้ดินในป่าพรุแถบภาคใต้ของประเทศ ซึ่งไฟใต้ดินยังสามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
- ไฟใต้ดินสมบูรณ์แบบ คือไฟที่ไหม้อยู่ใต้ผิดพื้นป่าจริงๆ ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจจับความร้อนจึงจะพบไฟชนิดนี้
- ไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน ได้แก่ไฟที่ไหม้ไปในแนวระนาบตามพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งก็ไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นใต้ผิวพื้นป่า
2. ไฟผิวดินเป็นไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงบนผิวดิน ไฟชนิดนี้จะเผาไหม้ลุกลามไปตามผืนป่าซึ่งเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ได้แก่ หญ้า ใบไม้แห้ง กิ่งไม้ที่ร่วงหล่น ลูกไม้ รวมทั้งไม้พุ่มต่างๆ ไฟชนิดนี้มีการลุกลามอย่างรวดเร็วซึ่งความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของเชื้อเพลิง ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไฟชนิดนี้
3. ไฟเรือนยอด เป็นไฟทีลุกลามไปตามเรือนยอดของต้นไม้ โดยเฉพาะในป่าสน ซึ่งไม้ชนิดนี้มียางซึ่งช่วยให้เกิดการลุกลามได้ดี โดยมี 2 ลักษณะคือลักษณะที่อาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ ในการลุกไหม้ก่อนไหม้ลุกลามไปตามเรือนยอด และไปสู่เรือนยอดต้นอื่นต่อไป และที่ไม่อาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ เกิดในป่าที่มีเรือนยอดแน่นทึบติดกันและมีไม้ยืนต้นชนิดที่ติดไฟได้ง่าย ซึ่งรุนแรงและยากต่อการควบคุม เราสามารถแบ่งไฟเรือนยอดออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
3.1 ไฟเรือนยอดที่ต้องอาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ คือไฟที่ต้องอาศัยไฟที่ลุกลามไฟตามผิวดินเป็นตัวนำเปลวไฟขึ้นไฟสู่เรือนยอดของต้นไม้ ลักษณะของไฟชนิดนี้จะเห็นไฟผิวดินลุกลามไปก่อนแล้วตามด้วยไฟเรือนยอด
3.2 ไฟเรือนยอดที่ไม่ต้องอาศัยไฟผิวดิน เกิดในผ่าที่มีต้นไม้ที่ติดไฟได้ง่ายและมีเรือนยอดแน่นทึบต่อติดกัน การลุกลามจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากเรือนยอดหนึ่งไปสู่อีกเรือนยอดหนึ่งและเมื่อลูกไฟตกลงบนพื้นป่า ก็จะทำให้เกิดไฟผิวดินไฟพร้อมๆ กันด้วย
สาเหตุของการเกิดไฟป่า 
    ไฟป่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ต้องอาศัยปัจจัย 3 สิ่งคือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และความร้อน ซึ่งเป็น"องค์ประกอบของไฟ" โดยปกตินั้นในป่ามีทั้งเชื้อเพลิงเช่น กิ่งไม้ใบไม้แห้งต่างๆและออกซิเจนหรืออากาศอยู่แล้ว หากมีความร้อนขึ้นย่อมทำให้เกิดไฟป่าขึ้น ฉะนั้น"ความร้อน"จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟป่าขึ้น
ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นไฟป่าอาจเกิดจากธรรมชาติเอง เช่น ต้นไม้เสียดสีกัน ฟ้าผ่าเป็นต้น หรือจากคนที่จุดไฟขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ในประเทศไทยไม่พบไฟป่าที่เกิดโดยความร้อนตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือของคนทั้งสิ้น มนุษย์จึงเป็นต้นเหตุของไฟป่า ที่สำคัญยิ่ง
"สาเหตุ" ที่ทำให้เกิดไฟป่าโดยฝีมือของมนุษย์ทั้งตั้งใจหรือโดยประมาทในประเทศไทยแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมและวัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นดังนี้
  • -ล่าสัตว์- จุดไฟเพื่อให้สัตว์หนีออกจากที่ซ่อน เพื่อสะดวกในการล่า
    -เผาไร่- เผากำจัดวัชพืช เตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยปราศจากการควบคุมทำให้ไฟลุกลามเข้าไปในป่า
    -หาของป่า- ตีผึ้ง เก็บไข่มดแดง ผักหวาน หน่อไม้ เห็ด ใบตองตึง เก็บฟืน
    -เลี้ยงสัตว์- เพื่อให้หญ้าแตกใบอ่อนเป็นอาหารสัตว์ในบริเวณใกล้พื้นที่ป่าแล้วเกิดลุกลามเข้าไปในป่า
    -นักท่องเที่ยว- หุงต้มอาหาร ให้แสงสว่าง ให้ความอบอุ่น แล้วดับไม่สนิทเกิดเป็นไฟป่าในที่สุด
    -ความขัดแย้ง- ชาวบ้านอาจเกิดความขัดแย้งกับหน่วยราชการในพื้นที่แล้วแกล้งโดยจุดไฟเผาป่า
    -ลักลอบทำไม้- เผาทางให้โล่งเตียนเพื่อสะดวกในการลากไม้ ไล่ยุง หุงต้มอาหารในป่า เป็นต้น

ผลกระทบจากไฟป่า 
ผลกระทบจากไฟป่าต่อสังคมพืช
- ขาดช่วงการสืบพันธุ์ทดแทนตามธรรมชาติ
- เปลี่ยนแปลงโครงสร้างป่า
- ลดการเจริญเติบโตและคุณภาพของเนื้อไม้
ทันทีที่เกิด"ไฟป่า"ขึ้นความร้อนและเปลวไฟจากไฟป่า จะทำลายลูกไม้ กล้าไม้เล็กๆในป่า หมดโอกาสเติบโตเป็นไม้ใหญ่ ส่วนต้นไม้ใหญ่หยุดการเจริญเติบโต เนื้อไม้เสื่อมคุณภาพลง เป็นแผลเกิดเชื้อโรคและแมลงเข้ากัดทำลายเนื้อไม้ สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เปลี่ยนสภาพเป็นทุ่งหญ้าไปในที่สุด

ผลกระทบจากไฟป่าต่อสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในป่า
- ทำอันตรายต่อชีวิตของสัตว์ป่า
- ทำลายแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
- ทำอันครายต่อชีวิตของสัตว์เล็กๆ และจุลินทรีย์ในดิน
"ไฟป่า" ส่งผลให้สัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย เพราะหนีไฟไม่ทันโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกอ่อนและสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า ที่หนีรอดก็ขาดที่อยู่อาศัยรวมไปถึงแหล่งอาหาร ในที่สุดก็อาจต้องตายเช่นเดียวกัน

- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น
- การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
หมอกควันที่เกิดจาก"ไฟป่า" ก่อให้เกิดผลกระทบมากมายทั้งสภาวะอากาศเป็นพิษทำลายสุขภาพของคน เกิดทัศนวิสัยไม่ดีต่อการบินเครื่องบินบางครั้งไม่สามารถขึ้นบินหรือลงจอดได้ส่งผลให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงสูญเสียสภาพความสวยงามตามธรรมชาติ ทำให้สภาพไม่เหมาะในการท่องเที่ยวอีกต่อไป

ผลกระทบจากไฟป่าต่อดินป่าไม้
- เกิดการสูญเสียหน้าดินโดยการกัดชะและการพังทลาย
- เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดิน
Y คุณสมบัติทางกายภาพ
Y คุณสมบัติทางเคมี
"ไฟป่า" เผาทำลายสิ่งปกคลุมดิน หน้าดินจึงเปิดโล่ง เมื่อฝนตกลงมาเม็ดฝนก็จะตกกระแทกกับหน้าดินโดยตรง เกิดการชะล้างพังทลายของดินได้ง่าย ทำให้น้ำที่ไหลบ่าไปตามหน้าดิน พัดพาหน้าดินอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วย และดินอัดตัวแน่นทึบขึ้นการซึมน้ำไม่ดี ทำให้การอุ้มน้ำหรือดูดซับความชื้นของดินลดลงไม่สามารถเก็บกักน้ำและธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชได้

ผลกระทบจากไฟป่าต่อน้ำ
- สมดุลของน้ำเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดอุทกภัยและภัยแล้ง
- เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำ
น้ำที่เต็มไปด้วยตะกอนและขี้เถ้าจากผลของ"ไฟป่า"จะไหลสู่ลำห้วยลำธาร ทำให้ลำห้วยขุ่นข้นมีสภาพไม่เหมาะต่อการใช้อีกต่อไป เมื่อดินตะกอนไปถับถมในแม่น้ำมากขึ้น ลำน้ำก็จะตื้นเขิน จุน้ำได้น้อยลง เมื่อฝนตกลงมาน้ำก็จะเอ่อล้นท่วมสองฝั่งเกิดเป็นอุทกภัย ที่สร้างความเสียหายในด้านการเกษตรการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และสร้างความเสียหายเมื่อน้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
หน้าแล้งพื้นดินที่มีแต่กรวดทรายและชั้นดินแน่นทึบจากผลของ"ไฟป่า" ไม่สามารถเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนเอาไว้ได้ ทำให้ลำน้ำแห้งขอดเกิดสภาวะแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคและเพื่อการเกษตร

ผลกระทบจากไฟป่าต่อการนันทนาการ
    ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากไฟป่านั้น มีส่วนในการทำลายธรรมชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ และแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นรายได้สำคัญของประเทศ รวมทั้งจะทำให้ขาดแหล่งพักผ่อนหย่อนใจตามธรรมชาติ
ผลกระทบจากไฟป่าต่อทรัพย์สิน สุขภาพ และชีวิตของมนุษย์
ในพื้นที่ที่เกิดไฟป่า ส่วนใหญ่จะทำความเสียหายให้กับบ้านเรือนของราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณชายป่า ทั้งบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ พืชผลทางการเกษตร หรือแม้แต่ชีวิต
หมอกควันที่เกิดจากไฟป่า มีผลกระทบโดยตรงที่จะสร้างความเสียหายให้กับการเดินอากาศ รวมทั้งมีผลทำให้ประชาชนในบริเวณดับกล่าวจำนวนมาก ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ
แนวคิดเกี่ยวกับไฟป่า 
    ชาวบ้าน ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องไฟป่า ความประมาทรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้สึกหวงแหนป่า ทำให้ไม่ได้ร่วมมือกันป้องกันไฟป่าอย่างจริงจังและสาเหตุใหญ่คือคนที่ขาดจิตสำนึกบางคนเผาป่าโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ
เจ้าหน้าที่ จัดการป่าไม้ได้ไม่ทั่วถึงมีวัชพืชที่เป็นเชื้อเพลิงมากในหน้าแล้ง การป้องกันและควบคุมไฟป่าปฏิบัติครอบคลุมไม่ได้ทั่วถึง ขาดงบประมาณและเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมาก รวมทั้งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเท่าที่ควรด้วย


วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

recycle ad

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลภาวะแก่แม่น้ำลำคลอง


น้ำเสียจากบ้าน ร้านค้าและอาคารที่ทำการ
          ชุมชนที่มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหลายๆ หลังคาเรือน ย่านการค้าหรืออาคารที่ทำการ ล้วนจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และใช้สอยในจุดประสงค์อื่นๆ
น้ำที่ใช้นี้จะมีปริมาณหนึ่งซึ่งเป็นปริมาณส่วนใหญ่กลายเป็นน้ำทิ้งออกมา น้ำทิ้งนี้ส่วนมากจะเป็นน้ำจากส้วมและจากการชำระซักล้าง
ซึ่งประกอบไปด้วยสารอินทรีย์สบู่ ผงซักฟอก เศษอาหาร ไขมัน
สารอนินทรีย์และสิ่งปฏิกูลอื่นๆ เจือปนอยู่ สารเหล่านี้เมื่อไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง จะเกิดผลเสียสองประการใหญ่ๆ คือ
ประการแรกช่วยเพิ่มอาหารเสริมแก่พืชน้ำและสัตว์น้ำ
ทำให้มีพืชน้ำและสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อพืชน้ำและสัตว์น้ำตายไป
จะทำให้เกิดสารอินทรีย์ในน้ำเพิ่มขึ้น สารอินทรีย์ที่มีจากน้ำทิ้งและที่เกิดเพิ่มขึ้นนี้
ถ้ามีจำนวนมากเมื่อถูกย่อยสลายโดยแอโรบิคบัคเตรีที่มีอยู่ในน้ำ
ก็จะนำเอาออกซิเจนละลายในน้ำมาใช้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่ออกซิเจนในอากาศ
ละลายลงในน้ำ ทำให้เกิดสภาพขาดออกซิเจนขึ้น อันเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับแอนแอโรบิคบัคเตรีให้ย่อยสลายสารอินทรีย์ต่อ ไป ทำให้น้ำกลายเป็นสีดำมีกลิ่นเหม็น ส่วนสารอื่นๆ ที่ปนมา เช่น สารอนินทรีย์จะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้คุณภาพน้ำทิ้งไม่ได้มาตรฐานและเสียประโยชน์ใช้สอยไป นอกจากนี้ถ้าน้ำทิ้งมีเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่เป็นอันตราย เช่นบัคเตรี และ ไวรัส ก็จะทำให้เกิดโรคได้

น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
          น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมได้แก่ น้ำทิ้งจากระบบการผลิต ระบบการหล่อเย็น อาคารที่อยู่อาศัยและที่ทำการ ร้านค้าและโรงอาหารสารที่ปะปนมาอาจจะเป็นสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ กรดด่าง โลหะหนัก สารเคมีต่างๆ  สารกัมมันตภาพรังสี สารพิษ ดินทรายและสิ่งปฏิกูลอื่นๆซึ่งเมื่อทิ้งลงในแม่น้ำลำคลอง  จะทำให้เพิ่มปริมาณสารเหล่านั้นหรือเกิดการเป็นพิษกับสิ่งมีชีวิตในน้ำ เกิดการเน่าเหม็น เกิดสี กลิ่น และความไม่น่าดู

ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร
          ปุ๋ยหลักที่ใช้ในการเกษตรได้แก่ สารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส  ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปของฟอสเฟตสามารถยึดติดอยู่กับดินได้ จึงมีส่วนน้อยที่ไหลไปกับน้ำ ดังนั้นสารที่ทำให้เกิดปัญหาคือไนโตรเจน การใช้ปุ๋ยส่วนใหญ่มักใส่กันมากเกินกว่าที่พืชจะนำไปใช้ได้หมด เมื่อฝนตกน้ำฝนจะชะเอาไนโตรเจนไหลไปตามผิวดิน ลงสู่แม่น้ำลำคลอง ช่วยให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดีเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำเกิดสี กลิ่น และรส เมื่อสาหร่ายเหล่านี้ตายลง ก็จะทำให้น้ำเน่าเหม็นและมีฟีนอลสูงขึ้น เกิดฝ้าขาวลอยอยู่ตามผิวน้ำ

ผิวดินที่พังทลาย
          ในพื้นที่รับน้ำบางแห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำที่เสื่อมสภาพและมีการพังทลายของหน้าดิน จะทำให้น้ำมีความขุ่นสูง เกิดสี กลิ่น และรสได้

การเลี้ยงปศุสัตว์
          การเลี้ยงปศุสัตว์ ถ้าสัตว์เลี้ยงกินหญ้าที่คลุมหน้าดินมากเกินไปจะทำให้หน้าดินถูกน้ำกัดเซาะ เมื่อฝนตก และเมื่อไหลลงในแหล่งรับน้ำก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับข้อ ๔ นอกจากนี้มูลสัตว์ก็จะไหลลงไปในลำน้ำทำให้มีสารอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูง

ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช
          ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชส่วนมากเป็นสารเคมีที่บางครั้งก็เป็นสารมีพิษ เมื่อถูกชะล้างลงไปในน้ำ ก็จะเป็นพิษแก่พืชและสัตว์ที่อยู่ในน้ำหากเรานำน้ำไปใช้ก็จะได้รับอันตราย จากสารพิษนั้นด้วย


ไฟป่า
          ถ้าเกิดไฟป่าในบริเวณพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำจะทำให้มีขยะ  เถ้าถ่าน  ตะกอนทรายรวมทั้งสารมลพิษต่างๆ ไหลลงไปในแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของน้ำที่นำไปใช้สอย อีกทั้งอาจจะทำให้อ่างเก็บน้ำหรือแม่น้ำตื้นเขินเนื่องจากการสะสมของเถ้า ถ่านและตะกอนต่างๆ

การใช้ที่ดินที่ขาดการควบคุม
          การใช้ที่ดินสองข้างหรือรอบๆ แหล่งน้ำที่ขาดการควบคุมหรือการกำหนด จะทำให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพของน้ำได้ ดังนั้น จึงควรกำหนดเขตหรือห้ามการขยายชุมชนหรือการตั้งโรงงานตามริมน้ำที่นำน้ำไป ใช้ประโยชน์ในการทำประปา

การแก้ไขปัญหา
         การ แก้ไขปัญหาน้ำเสียมีทั้งมาตรการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ
เครื่องเติมออกซิเจนให้แก่น้ำ
การบำบัด การกำจัดหรือหมุนเวียนของเสียต่างๆ จากกระบวนการทางอุตสาหกรรม
เกษตรกรรม การแสวงหาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังมีมาตร-การทางกฎหมาย ข้อบังคับมาตรฐานต่างๆ
ตลอดจนการจัดตั้งองค์กร
และการใช้อำนาจทางการบริหารเข้าเสริมในการป้องกันแก้ไข 
การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขที่ใช้
มาตรการทั้งทางกฎหมาย  ทางการบริหาร
และทางเทคโนโลยีร่วมกันในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียและมลพิษต่างๆ


credit :: http://guru.sanook.com/search/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1